ลูกท้องอืด แก้อย่างนี้
ทารกแรกเกิดท้องอืด เป็นอันตรายไหม คุณพ่อคุณแม่ท่านใด ที่กังวลใจว่า ลูกท้องอืด ควรทำอย่างไร และจะมีวิธีแก้ลูกท้องอืด อย่างไรบ้าง วันนี้เรามีความรู้ และคำแนะนำดีๆ มาฝาก กันแล้วค่ะ
ท้องอืด เป็นอาการที่เด็กๆ เป็นกันบ่อย ตั้งแต่ เด็กทารกแรกเกิด จนถึงเด็กโต เป็นอาการที่ เกิดขึ้นได้ เป็นปกติ และมัก ไม่เป็นอันตรายค่ะ เพียงแต่ เจ้าตัวน้อย อาจจะรู้สึก ไม่ค่อยสบายเนื้อ สบายตัว มีอาการแน่นท้อง ร้องไห้งอแง อารมณ์ไม่ดี บิดตัวไปมา โดยเราจะสังเกตเห็น ได้ว่า ลูกท้องป่อง มากกว่าปกติ เมื่อเอามือ จับท้องลูก จะรู้สึกว่า ท้องแข็ง เหมือนมีลม อยู่ข้างใน ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ ท่านใด ที่สงสัยว่า ทารกแรกเกิด ท้องอืด เกิดจากอะไร และจะมีวิธีแก้ไข หรือ ป้องกัน ลูกท้องอืด อย่างไรบ้าง วันนี้แอดมิน ก็มีความรู้ และคำแนะนำดีๆ มาฝาก กันแล้วค่ะ
สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องอืด
สาเหตุ ที่ทำให้ ลูกท้องอืด อึดอัด หรือ ไม่สบายท้อง มีสาเหตุหลักๆ มาจาก กระบวนการ ย่อยอาหาร ซึ่งระบบย่อยอาหาร ของทารก ในช่วง 3 เดือนแรก ยังทำงานไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ เกิดแก๊สสะสม ในกระเพาะอาหาร มากเกินไปได้ โดยอาจ เป็นผลมาจาก หลายปัจจัย ดังนี้
1. ลูกดูดนม เร็วเกินไป หากน้ำนม จากเต้านมแม่ หรือ จุกขวดนม ไหลออกมา มากเกินไป ทำให้ ลูกต้องกลืนน้ำนม อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ เกิดแก๊สสะสม ในกระเพาะอาหาร
2. ลูกดูดนม ช้าเกินไป อาจเป็นเพราะ หัวนมแม่บอด หรือ จุกขวดนม มีรูเล็ก ทำให้ น้ำนม ไหลออกมาน้อย หรือไหลช้า ทำให้ ลูกต้องกลืนอากาศ เข้าไปมากขึ้น ระหว่างดูดนม
3. ลูกดูดนม ที่มีฟองอากาศ มากเกินไป เช่น การดูดนมจากขวด หรือ กินนมผง ที่มีฟองอากาศ เกิดขึ้น ระหว่าง ชงผสมกับน้ำ ทารกอาจท้องอืดได้ หากกลืนฟองอากาศ มากเกินไป
4. ทารกบางราย เกิดอาการท้องอืด เพราะว่า แพ้โปรตีน จากอาหารบางชนิด ในนมผง และนมแม่ เพราะ อาหาร ที่คุณแม่รับประทาน อาจไหลผ่านน้ำนม และส่งผลให้ ลูกท้องอืดได้
5. หลังจากที่ ทารกกินนม เสร็จแล้ว คุณแม่ ไม่ได้จับ ให้ลูกเรอ เพื่อขับลม
6. ทารกร้องไห้ ติดต่อกัน เป็นเวลานาน ก็เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ ลูกกลืนอากาศ เข้าไป จำนวนมาก
ทั้งนี้ อาการท้องอืด ของทารก จะค่อยๆ น้อยลง เมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนทารกอายุ 6 เดือน ขึ้นไป ที่เริ่มทานอาหาร ชนิดอื่น นอกจากนมแม่ ในช่วงแรก ระบบย่อยอาหาร อาจยังไม่ปรับตัว หรือ ปรับตัวไม่ทัน รวมถึง การกินอาหาร บางประเภท เช่น พืชตระกูลถั่ว บรอกโคลี กะหล่ำปลี รำข้าว ข้าวโอ๊ตบด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ก็ทำให้ เกิดแก๊ส ในกระเพาะอาหาร ได้เช่นกันค่ะ
สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องอืด
สาเหตุ ที่ทำให้ ลูกท้องอืด อึดอัด หรือ ไม่สบายท้อง มีสาเหตุหลักๆ มาจาก กระบวนการ ย่อยอาหาร ซึ่งระบบย่อยอาหาร ของทารก ในช่วง 3 เดือนแรก ยังทำงานไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ เกิดแก๊สสะสม ในกระเพาะอาหาร มากเกินไปได้ โดยอาจ เป็นผลมาจาก หลายปัจจัย ดังนี้
1. ลูกดูดนม เร็วเกินไป หากน้ำนม จากเต้านมแม่ หรือ จุกขวดนม ไหลออกมา มากเกินไป ทำให้ ลูกต้องกลืนน้ำนม อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ เกิดแก๊สสะสม ในกระเพาะอาหาร
2. ลูกดูดนม ช้าเกินไป อาจเป็นเพราะ หัวนมแม่บอด หรือ จุกขวดนม มีรูเล็ก ทำให้ น้ำนม ไหลออกมาน้อย หรือไหลช้า ทำให้ ลูกต้องกลืนอากาศ เข้าไปมากขึ้น ระหว่างดูดนม
3. ลูกดูดนม ที่มีฟองอากาศ มากเกินไป เช่น การดูดนมจากขวด หรือ กินนมผง ที่มีฟองอากาศ เกิดขึ้น ระหว่าง ชงผสมกับน้ำ ทารกอาจท้องอืดได้ หากกลืนฟองอากาศ มากเกินไป
4. ทารกบางราย เกิดอาการท้องอืด เพราะว่า แพ้โปรตีน จากอาหารบางชนิด ในนมผง และนมแม่ เพราะ อาหาร ที่คุณแม่รับประทาน อาจไหลผ่านน้ำนม และส่งผลให้ ลูกท้องอืดได้
5. หลังจากที่ ทารกกินนม เสร็จแล้ว คุณแม่ ไม่ได้จับ ให้ลูกเรอ เพื่อขับลม
6. ทารกร้องไห้ ติดต่อกัน เป็นเวลานาน ก็เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ ลูกกลืนอากาศ เข้าไป จำนวนมาก
ทั้งนี้ อาการท้องอืด ของทารก จะค่อยๆ น้อยลง เมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนทารกอายุ 6 เดือน ขึ้นไป ที่เริ่มทานอาหาร ชนิดอื่น นอกจากนมแม่ ในช่วงแรก ระบบย่อยอาหาร อาจยังไม่ปรับตัว หรือ ปรับตัวไม่ทัน รวมถึง การกินอาหาร บางประเภท เช่น พืชตระกูลถั่ว บรอกโคลี กะหล่ำปลี รำข้าว ข้าวโอ๊ตบด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ก็ทำให้ เกิดแก๊ส ในกระเพาะอาหาร ได้เช่นกันค่ะ
อาการบ่งบอกว่าลูกท้องอืด
อาการท้องอืด สามารถเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ทารก มีอายุ 2-3 สัปดาห์ โดย คุณพ่อคุณแม่ สามารถสังเกต ความผิดปกติได้ เมื่อลูกน้อย แสดงอาการต่างๆ ดังนี้
1. ร้องไห้งอแง หงุดหงิด หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง
2. กำมือแน่น ยกขาสูง ยืดแอ่นตัว ดิ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะ หลังจากที่ กินนมเสร็จ
3. ลูกท้องป่องมาก ท้องแข็ง เมื่อเอามือเคาะท้อง จะได้ยินเสียง เหมือนมีลม อยู่ข้างใน
4. ทารกบางคน อาจมีอาการนอนกรน หรือหายใจทางปาก ร่วมด้วย เพราะท้องอืดทำให้หายใจ ได้ไม่ดีนัก
5. ทารกที่ท้องอืด เป็นประจำ อุจจาระ จะมีลักษณะหยาบ
6. ทารกอาจผายลม หรือ เรอ เพื่อขับลม ออกมาบ้าง
อาการท้องอืด สามารถเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ทารก มีอายุ 2-3 สัปดาห์ โดย คุณพ่อคุณแม่ สามารถสังเกต ความผิดปกติได้ เมื่อลูกน้อย แสดงอาการต่างๆ ดังนี้
1. ร้องไห้งอแง หงุดหงิด หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง
2. กำมือแน่น ยกขาสูง ยืดแอ่นตัว ดิ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะ หลังจากที่ กินนมเสร็จ
3. ลูกท้องป่องมาก ท้องแข็ง เมื่อเอามือเคาะท้อง จะได้ยินเสียง เหมือนมีลม อยู่ข้างใน
4. ทารกบางคน อาจมีอาการนอนกรน หรือหายใจทางปาก ร่วมด้วย เพราะท้องอืดทำให้หายใจ ได้ไม่ดีนัก
5. ทารกที่ท้องอืด เป็นประจำ อุจจาระ จะมีลักษณะหยาบ
6. ทารกอาจผายลม หรือ เรอ เพื่อขับลม ออกมาบ้าง
วิธีบรรเทาอาการท้องอืดของลูกน้อย
ในทารกบางคน ที่มีอาการท้องอืด อาจทำการขับลม ออกมาเองได้ โดยการเรอ หรือ การผายลม แต่ทางที่ดี คุณพ่อคุณแม่ ก็ควรรู้วิธี แก้ลูกท้องอืด ที่จะช่วย บรรเทาอาการอึดอัด ปวดท้อง ไม่สบายตัว ซึ่งมีวิธีต่างๆ ดังนี้
1. หลังจากที่ ลูกกินนม เสร็จแล้ว ทำให้ลูกเรอ ด้วยการอุ้มลูก พาดบ่า คางเกยไหล่ และ ลูบหลังลูกเบาๆ (ลูบลงอย่างเดียว) ประมาณ 10-20 นาที หรือ จับลูกนั่งตัก โดยใช้มือประคอง ช่วงคอ ให้โน้ม ไปข้างหน้า แล้วลูบหลัง หรือจับลูกนอนคว่ำ พาดบนตัก ใช้มือประคอง ยกหัวลูก ให้สูงกว่าหน้าอก แล้วค่อยๆ ใช้มืออีกข้าง ลูบหลัง
2. นวดท้องให้ลูก โดยจับลูกนอนหงาย และใช้ฝ่ามือ ทั้งสองข้าง ค่อยๆ กดบริเวณหน้าอก ไล่ลงมาใต้สะดือ แล้วหมุนมือ วนตามเข็มนาฬิกา ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยไล่ลม ลดอาการท้องอืด และช่วยให้ ระบบหมุนเวียน ของลำไส้ ดีขึ้นค่ะ
3. จับขาลูก ปั่นจักรยานอากาศ หรือ จับขาลูก แล้วงอหัวเข่า และขา จากนั้น กดช่วงต้นขา ลงไปให้ชิดท้อง อย่างแผ่วเบา ก็จะช่วย ขับลม ออกจาก ช่องท้องได้
4. ให้ลูกกินยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ สำหรับทารก เช่น ไกร๊ปวอเตอร์ (Gripe Water) เป็นยาน้ำ ชนิดรับประทาน มักใช้ในเด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 4 เดือน ขึ้นไป
5. ทายามหาหิงค์ ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ใช้กันมา ตั้งแต่โบราณ โดยชุบสำลี แล้วนำมา ทาที่หน้าท้อง ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ของทารก ไอระเหย และฤทธิ์ความร้อน จากตัวยา ที่ลูกสูดดม เข้าไป จะช่วยขับไล่ลม ให้ลูกผายลม ออกมา
6. นำใบกะเพรา ประมาณ 20-30 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด และนำมาบด จนมีน้ำสีดำ ออกมา จากใบกะเพรา นำน้ำสีดำ ที่ได้ มาทา ที่หน้าท้อง ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ของลูก ก็จะช่วย ขับลม ได้เช่นกันค่ะ
ในทารกบางคน ที่มีอาการท้องอืด อาจทำการขับลม ออกมาเองได้ โดยการเรอ หรือ การผายลม แต่ทางที่ดี คุณพ่อคุณแม่ ก็ควรรู้วิธี แก้ลูกท้องอืด ที่จะช่วย บรรเทาอาการอึดอัด ปวดท้อง ไม่สบายตัว ซึ่งมีวิธีต่างๆ ดังนี้
1. หลังจากที่ ลูกกินนม เสร็จแล้ว ทำให้ลูกเรอ ด้วยการอุ้มลูก พาดบ่า คางเกยไหล่ และ ลูบหลังลูกเบาๆ (ลูบลงอย่างเดียว) ประมาณ 10-20 นาที หรือ จับลูกนั่งตัก โดยใช้มือประคอง ช่วงคอ ให้โน้ม ไปข้างหน้า แล้วลูบหลัง หรือจับลูกนอนคว่ำ พาดบนตัก ใช้มือประคอง ยกหัวลูก ให้สูงกว่าหน้าอก แล้วค่อยๆ ใช้มืออีกข้าง ลูบหลัง
2. นวดท้องให้ลูก โดยจับลูกนอนหงาย และใช้ฝ่ามือ ทั้งสองข้าง ค่อยๆ กดบริเวณหน้าอก ไล่ลงมาใต้สะดือ แล้วหมุนมือ วนตามเข็มนาฬิกา ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยไล่ลม ลดอาการท้องอืด และช่วยให้ ระบบหมุนเวียน ของลำไส้ ดีขึ้นค่ะ
3. จับขาลูก ปั่นจักรยานอากาศ หรือ จับขาลูก แล้วงอหัวเข่า และขา จากนั้น กดช่วงต้นขา ลงไปให้ชิดท้อง อย่างแผ่วเบา ก็จะช่วย ขับลม ออกจาก ช่องท้องได้
4. ให้ลูกกินยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ สำหรับทารก เช่น ไกร๊ปวอเตอร์ (Gripe Water) เป็นยาน้ำ ชนิดรับประทาน มักใช้ในเด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 4 เดือน ขึ้นไป
5. ทายามหาหิงค์ ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ใช้กันมา ตั้งแต่โบราณ โดยชุบสำลี แล้วนำมา ทาที่หน้าท้อง ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ของทารก ไอระเหย และฤทธิ์ความร้อน จากตัวยา ที่ลูกสูดดม เข้าไป จะช่วยขับไล่ลม ให้ลูกผายลม ออกมา
6. นำใบกะเพรา ประมาณ 20-30 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด และนำมาบด จนมีน้ำสีดำ ออกมา จากใบกะเพรา นำน้ำสีดำ ที่ได้ มาทา ที่หน้าท้อง ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ของลูก ก็จะช่วย ขับลม ได้เช่นกันค่ะ
ป้องกันลูกท้องอืดอย่างไร
วิธีป้องกัน อาการท้องอืด ของทารก สามารถทำได้ โดยการพยายาม ไม่ให้ลูกน้อย กลืนอากาศเข้าไป จำนวนมาก รวมไปถึง การรับประทานอาหาร ของคุณแม่ ก็ควรหลีกเลี่ยง อาหาร ที่ก่อให้เกิด แก๊สในกระเพาะ มาก ซึ่งการป้องกัน ลูกท้องอืด ทำได้ดังนี้
1. ป้อนนมให้ลูก ในบริมาณ ที่พอเหมาะ
2. อุ้มลูกน้อย ขณะให้นม โดยจัดท่าทาง ให้เหมาะสม หากคุณแม่ ให้นมจากขวด ก็ควรอุ้มลูก ขึ้นมา เช่นเดียวกับ ท่าให้นมแม่ โดยยกศีรษะลูก ให้อยู่สูง กว่าลำตัว เล็กน้อย จะทำให้ น้ำนม ไหลลงสู่ท้อง ได้ดีกว่า ให้ลูก นอนดูดนม
3. ขณะป้อนนม ควรยกขวดนมขึ้น เพื่อป้องกัน อากาศไหลผ่านช่องว่าง บริเวณจุกนม หรืออาจเอียงขวดนม ทำมุม 30-40 องศา เพื่อให้ อากาศลอยอยู่ ที่ก้นขวด รวมทั้ง ปรับขนาด รูจุกนม ไม่ให้ใหญ่ หรือเล็ก เกินไป หรือใช้ขวดนม ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อย กลืนอากาศ เข้าไป น้อยที่สุด
4. ถ้าให้ลูก ดูดนมจากขวด อย่าหมุนฝาแน่น จนเกินไป เพราะจะทำให้ เกิดลมในขวดนม ได้ค่ะ
5. หากให้ลูกกินนมผง หลังผสมนมเสร็จ แล้วควรทิ้งไว้ สัก 2-3 นาที เพื่อให้ฟองอากาศ แตกตัว ก่อนให้ลูกดูดนม จากขวดค่ะ
6. สำหรับคุณแม่ ที่กำลังให้นมบุตร ก็ควรหลีกเลี่ยง การรับประทานอาหาร ที่ก่อให้เกิดแก๊ส ในกระเพาะมาก เช่น รำข้าว ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี ถั่วต่างๆ อาหาร ที่ทำจากนม เป็นต้น เพราะอาจส่งแก๊ส ผ่านปริมาณน้ำนม ไปสู่ลูกน้อยได้ และหากลูกหย่านมแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยง ให้ลูกกินอาหาร ที่ทำให้ เกิดแก๊สมาก เช่นกัน
7. ควรจับลูก เรอบ่อยๆ ระหว่างให้นม และหลังให้นม เพื่อไล่ลม ที่ลูกอาจกลืน ลงไป ระหว่างดูดนม
วิธีป้องกัน อาการท้องอืด ของทารก สามารถทำได้ โดยการพยายาม ไม่ให้ลูกน้อย กลืนอากาศเข้าไป จำนวนมาก รวมไปถึง การรับประทานอาหาร ของคุณแม่ ก็ควรหลีกเลี่ยง อาหาร ที่ก่อให้เกิด แก๊สในกระเพาะ มาก ซึ่งการป้องกัน ลูกท้องอืด ทำได้ดังนี้
1. ป้อนนมให้ลูก ในบริมาณ ที่พอเหมาะ
2. อุ้มลูกน้อย ขณะให้นม โดยจัดท่าทาง ให้เหมาะสม หากคุณแม่ ให้นมจากขวด ก็ควรอุ้มลูก ขึ้นมา เช่นเดียวกับ ท่าให้นมแม่ โดยยกศีรษะลูก ให้อยู่สูง กว่าลำตัว เล็กน้อย จะทำให้ น้ำนม ไหลลงสู่ท้อง ได้ดีกว่า ให้ลูก นอนดูดนม
3. ขณะป้อนนม ควรยกขวดนมขึ้น เพื่อป้องกัน อากาศไหลผ่านช่องว่าง บริเวณจุกนม หรืออาจเอียงขวดนม ทำมุม 30-40 องศา เพื่อให้ อากาศลอยอยู่ ที่ก้นขวด รวมทั้ง ปรับขนาด รูจุกนม ไม่ให้ใหญ่ หรือเล็ก เกินไป หรือใช้ขวดนม ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อย กลืนอากาศ เข้าไป น้อยที่สุด
4. ถ้าให้ลูก ดูดนมจากขวด อย่าหมุนฝาแน่น จนเกินไป เพราะจะทำให้ เกิดลมในขวดนม ได้ค่ะ
5. หากให้ลูกกินนมผง หลังผสมนมเสร็จ แล้วควรทิ้งไว้ สัก 2-3 นาที เพื่อให้ฟองอากาศ แตกตัว ก่อนให้ลูกดูดนม จากขวดค่ะ
6. สำหรับคุณแม่ ที่กำลังให้นมบุตร ก็ควรหลีกเลี่ยง การรับประทานอาหาร ที่ก่อให้เกิดแก๊ส ในกระเพาะมาก เช่น รำข้าว ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี ถั่วต่างๆ อาหาร ที่ทำจากนม เป็นต้น เพราะอาจส่งแก๊ส ผ่านปริมาณน้ำนม ไปสู่ลูกน้อยได้ และหากลูกหย่านมแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยง ให้ลูกกินอาหาร ที่ทำให้ เกิดแก๊สมาก เช่นกัน
7. ควรจับลูก เรอบ่อยๆ ระหว่างให้นม และหลังให้นม เพื่อไล่ลม ที่ลูกอาจกลืน ลงไป ระหว่างดูดนม
ลูกท้องอืดอันตรายไหม
การที่ลูกท้องอืด เป็นบางครั้ง ถือว่า ไม่ใช่ เรื่องผิดปกติค่ะ ทั้งนี้ ทารก มักรู้สึกสบายตัวขึ้น และหยุดร้องไห้ หลังจากผายลม หรือ เรอออกมา แต่หาก ยังร้องไห้ไม่หยุด ทั้งที่ ผายลม ออกมาแล้ว ก็อาจ เกิดจากสาเหตุอื่น ได้ เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก โคลิค เป็นต้น และหากลูก มีอาการอื่นๆ ต่อไปนี้ ควบคู่ไป กับอาการท้องอืดด้วย คุณพ่อคุณแม่ ควรพาลูก ไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจหาอาการ อีกครั้ง เพราะอาจ มีปัญหารุนแรง เกี่ยวกับ ระบบย่อยอาหาร ได้ โดยสังเกตอาการ ดังนี้
1. ถ่ายไม่ออก ไม่ถ่ายอุจจาระ หลายวัน
2. อุจจาระ มีเลือดปน
3. ท้องเสีย อาเจียน
4. ร้องไห้งอแง ไม่หยุด เป็นเวลานาน กว่า 2 ชั่วโมง
5. มีไข้สูง โดยเฉพาะ เด็กทารก อายุต่ำกว่า 3 เดือน ที่มีไข้สูง ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป
จริงๆ แล้ว อาการท้องอืด ในเด็กทารก เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นได้ปกติ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ พบว่า ลูกมีอาการผิดปกติ ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว หรือว่า รักษาด้วยวิธีใด ลูกก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งยังมี อาการอื่นๆ แทรกซ้อนขึ้นมา ด้วยนั้น แนะนำว่า ควรรีบพาลูก ไปพบแพทย์ โดยด่วนค่ะ
ข้อมูลจาก : sg.theasianparent.com, todaysparent.com, webmd.com, pobpad.com
การที่ลูกท้องอืด เป็นบางครั้ง ถือว่า ไม่ใช่ เรื่องผิดปกติค่ะ ทั้งนี้ ทารก มักรู้สึกสบายตัวขึ้น และหยุดร้องไห้ หลังจากผายลม หรือ เรอออกมา แต่หาก ยังร้องไห้ไม่หยุด ทั้งที่ ผายลม ออกมาแล้ว ก็อาจ เกิดจากสาเหตุอื่น ได้ เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก โคลิค เป็นต้น และหากลูก มีอาการอื่นๆ ต่อไปนี้ ควบคู่ไป กับอาการท้องอืดด้วย คุณพ่อคุณแม่ ควรพาลูก ไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจหาอาการ อีกครั้ง เพราะอาจ มีปัญหารุนแรง เกี่ยวกับ ระบบย่อยอาหาร ได้ โดยสังเกตอาการ ดังนี้
1. ถ่ายไม่ออก ไม่ถ่ายอุจจาระ หลายวัน
2. อุจจาระ มีเลือดปน
3. ท้องเสีย อาเจียน
4. ร้องไห้งอแง ไม่หยุด เป็นเวลานาน กว่า 2 ชั่วโมง
5. มีไข้สูง โดยเฉพาะ เด็กทารก อายุต่ำกว่า 3 เดือน ที่มีไข้สูง ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป
จริงๆ แล้ว อาการท้องอืด ในเด็กทารก เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นได้ปกติ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ พบว่า ลูกมีอาการผิดปกติ ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว หรือว่า รักษาด้วยวิธีใด ลูกก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งยังมี อาการอื่นๆ แทรกซ้อนขึ้นมา ด้วยนั้น แนะนำว่า ควรรีบพาลูก ไปพบแพทย์ โดยด่วนค่ะ
ข้อมูลจาก : sg.theasianparent.com, todaysparent.com, webmd.com, pobpad.com

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น